เกมส์นี้ตาต่อตาฟันต่อฟันแลกแข้งกันอย่างดุเดือด

เกมส์นี้ตาต่อตาฟันต่อฟันแลกแข้งกันอย่างดุเดือด
เกมส์นี้ตาต่อตาฟันต่อฟันแลกแข้งกันอย่างดุเดือดสำหรับ “กระทิงดุ”สเปน แชมป์กลุ่มบี ลงสนามพบ “หมีขาว”รัสเซีย เริ่มเกมสเปนที่ชื่อชั้นเหนือกว่าเปิดหน้ารุกใส่ ขณะที่รัสเซียเน้นเกมรับเป็นพิเศษด้วยการส่งเซ็นเตอร์แบ๊กถึง 3 คน แต่ผ่าน 10 นาทีแรกยังไม่มีโอกาสลุ้นประตู ต่อมาในนาที 11 สเปนได้ฟรีคิกทางฝั่งขวา มาร์โก อเซนซิโอ เปิดไปเสาสอง เซอร์เก อิกนาเชวิช ซึ่งเบียดกับ เซร์คิโอ รามอส แต่เท้าหลังโดนบอลเปลี่ยนทางเข้าประตูตัวเองให้สเปนขึ้นนำก่อน 1-0

หลังจากเสียประตูขุนพลหมีขาวพยายามโหมบุกหนักด้วยการโยนยาวเข้ากรอบเขตโทษให้ อาร์เตม ซูบา โหม่งชงเพียงแต่จังหวะสองเก็บบอลเข้าทำไม่ถนัด เข้าสู่นาที 36 โรมัน ซอบนิน จ่ายให้ อเล็กซานเดอร์ โกโลวิน ปั่นโค้งบอลหลุดกรอบออกหลัง เข้าสู่นาที 40 รัสเซีย ได้ลูกโทษที่จุดโทษจากการขึ้นโหม่งของ อาร์เตม ซูบา แต่เคราร์ด ปิเก ผู้ตัดสินเป่าฟาวล์ ก่อนที่ อาร์เตม ซูบา

ให้เจ้าภาพรัสเซียตามตีเสมอ 1-1 ในนาที 41 ก่อนจะจบครึ่งแรกด้วยสกอร์นี้ ครึ่งหลังสเปนยังเป็นฝ่ายที่ครองบอลได้ดีกว่า ขณะที่รัสเซียหันมาเล่นเกมรับเพื่อรอจังหวะโต้กลับ แม้ว่าทั้งคู่จะพยายามสร้างโอกาสลุ้นประตูแต่ยังไม่เฉียบคมทำให้ผ่าน 60 นาทีแรกสกอร์ยังไม่ขยับ นาที 85 สเปนได้โอกาสลุ้นจากการยิงนอกกรอบของ อันเดรส อิเนียสตา ตัวสำรองที่ลงมาใหม่ บอลติดเซฟของ อิกอร์ อคินเฟเยฟ แม้ว่า ยาโก อัสปาส จะตามซ้ำยังโดน อคินเฟเยฟ ป้องกันได้อีก ทำให้จบ  90 นาทียังเสมอกันอยู่ 1-1 ต้องต่อเวลาพิเศษและเป็นคู่แรกของฟุตบอลโลกครั้งนี้ที่ต้องต่อเวลา

เริ่มครึ่งเวลาแรกของการต่อเวลาพิเศษสเปนยังเป็นฝ่ายที่ครองบอลเหนือกว่า ในเกมฟุตบอล แต่ 15 นาทีแรกของการต่อเวลาไม่มีสกอร์เพิ่มยังเสมอกันอยู่ 1-1ช่วงต่อเวลาพิเศษครึ่งหลังนาที 108 โรดริโก โมเรโน ตัวสำรองคนที่ 4 สเปน ได้โอกาสกระชากเข้ากรอบเขตโทษและได้ยิงเผาขนยังดีที่ อิกอร์ อคินเฟเยฟ ผู้รักษาประตูรัสเซียยังป้องกันได้ทัน 120 นาทีเสมอกัน 1-1 ต้องตัดสินด้วยการยิงลูกโทษ ผลปรากฏว่า รัสเซีย เป็นฝ่ายยิงดีกว่าเอาชนะไปด้วยสกอร์รวม 5-4 ผ่านเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศในฟุตบอลโลก ได้เป็นหนที่สอง ในประวัติศาสตร์ ด้วยการดวลจุดโทษ ชนะ สเปน 4-3 หลังเคยทำได้มาแล้วเมื่อปี 1966

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *